คิโนะตอนนี้เป็นตอนที่แถมมากับเกม Cross of Venus ให้เพื่อนช่วยแปลส่งมาให้
การเดินทางของคิโนะ
นครแห่งเกม
~save your life~
คิโนะและเอลเมสเดินทางไปทางเหนือ ผ่านถนนทุ่งหญ้าอันราบเรียบปะทะกับสายลมอุ่นๆ แสงอาทิตย์
ยามเช้าอันแสนอบอุ่นส่องเข้ามาทางขวาของคิโนะ เสียงเครื่องยนต์ของเอลเมสนั้นดังอย่างรื่นหูใต้ฟ้าคราม
“ข้างหน้าจะมีเมืองแบบไหนกันน้า มาทางอ้อมแบบนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย”
“น่าเสียดายหน่อยนะ” คิโนะพูดขัด “ได้ยินข่าวลือมาว่าเมืองข้างหน้านี้มีความเชื่อแปลกๆ”
“เอ๋ แบบไหนเหรอ”
“เมืองนั้นน่ะ”
“เมืองนั้นน่ะ”
“มีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด”
“คนตายแล้วฟื้นน่ะเหรอ”
“อืม นั่นแหละ”
“เมืองแบบนั้นก่อนหน้านี้ก็เจอมาเยอะแล้วนี่นา”
“อืม แต่เมืองนี้น่ะยอดมากเลย ดูเหมือนชาวเมืองจะเชื่อเรื่องนี้กันมาก ขนาดว่ามีคนตายก็ยังไม่กลัวกันเลย เพราะฉะนั้น ตรงใจกลางเมืองจึงดูเหมือนว่าเป็นที่ๆคนตายมารวมตัวกัน”
เอลเมสเงียบในอึดใจ “เรื่องแบบนั้นมันหลอกเด็กอยู่แล้ว”
“ฉันก็คิดแบบนั้นแหล่ะ เพราะงั้นไปพิสูน์กันน่าจะดี ถ้าวันแรกเราพิสูจน์ได้ว่าไม่จริงเราก็อยู่แค่3วัน แต่ถ้าจริงก็กลับไปทางตะวันตกอีกที”
“คิโนะจะทำหน้ายังไงน้า กลับไปทางตะวันตก กลับไปสู่จุดเริ่มต้น อ๋อ อย่างงี้นี่เอง”
คิโนะและเอลเมสนั้นเดินทางไปเรื่อยๆบนถนนทุ่งหญ้าอย่างสงบ ราวกับทิวทัศน์โดยรอบนั้นไม่เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งถึงเมืองแห่งหนึ่งตอนพลบค่ำ เบื้องหน้าของคิโนะและเอลเมสนั้นแลเห็นกำแพงสีเทาอันสูงตระหง่านล้อมรอบอยู่ และแล้วยามรักษาการณ์ก็อนุญาตให้คิโนะเข้าเมืองได้โดยคิโนะคิดจะอยู่แค่สามวัน
เมื่อผ่านประตูเมืองก็พบทุ่งนาอันกว้างใหญ่และมองเห็นใจกลางเมือง เมื่อเห็นว่าอากาศเริ่มเย็น คิโนะและเอลเมสจึงรีบมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองเพื่อหาที่พักโดยตัดสินใจว่าจะเริ่มตรวจสอบเมืองในวันพรุ่งนี้ ว่าแล้วคิโนะก็รีบเข้านอน
วันถัดมา ในยามรุ่งสาง คิโนะได้ตื่นขึ้นมาเพื่อซ้อมยิงปืนเพอร์ซูเอเดอร์ในห้องและทำความสะอาดมัน หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วคิโนะได้มองออกไปนอกหน้าต่างมองเห็นว่าใจกลางเมืองนั้นมีสิ่งก่อสร้างเรียงราย ทางเท้ามีเสาไฟฟ้าและรถยนต์วิ่งไปมา เมื่อคิโนะได้เห็นทิวทัศน์ของเมืองที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคิโนะจึงตัดสินใจออกไปสำรวจเมืองพร้อมกับเอลเมส เมื่ออกจากที่พัก เอลเมสได้ถามคิโนะว่า “แล้วจะทำยังไงต่อล่ะ”
“อืม ในเมืองมีคนอยู่ จะลองไปสอบถามดูหน่อย”
คิโนะและเอลเมสจึงออกจากในเมืองแต่เช้า
“คิโนะ รู้สึกรึเปล่า?”
“อะไรเหรอ”
“ถนนออกจะกว้างใหญ่ แต่ทั้งรถยนต์ ทั้งผู้คนกลับน้อยเหลือเกิน สงสัยวันนี้วันหยุดล่ะมั้ง”
“ไม่นะ ไม่เห็นได้ยินเรื่องแบบนั้นมาเลย”
หลังจากที่คิโนะตอบ เอลเมสก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ทั้งที่เมืองและถนนถูกสร้างขึ้นแต่สัญญาณไฟกลับน้อยเหลือเกิน แต่ก็ดีพวกเราจะได้วิ่งได้อย่างสบาย”
“อืม นั่นสิ” คิโนะตอบกลับ
ยิ่งเดินทางเข้าไปในเมืองก็ยิ่งพบกับตึกที่สูงขึ้นเรื่อยๆขนาดห้าสิบชั้นก็ยังมี คิโนะและเอลเมสหยุดรอสัญญาณไฟ
“น่าจะมีสวนสาธารณะนะ ลองไปหาคนแถวนั้นกันเถอะ” เอลเมสทักก่อน “เมื่อกี้นี้เห็นน้ำพุด้วย น่าจะเป็นตรงนั้นแหละ” แต่แล้วการสนทนาต้องหยุดลงเมื่อเบื้องหน้าทั้งคู่นั้นเพียงพริบตาก็ได้เห็นคนตกลงมาจากตึก เร็วราวกับนกบินแฉลบแหวกสายลมจนเกิดเสียงในสี่แยกอันกว้างใหญ่
“นี่”เอลเมสเป็นฝ่ายพูดก่อน
“อื้ม” กลางสี่แยกนั้นเต็มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อราวกับดอกไม้บาน
“ฆ่าตัวตายใช่มั้ย”
“น่าจะใช่”
ระหว่างที่ทั้งคู่คุยกันอยู่นั้นสัญยาณไฟได้เปลี่ยนเป็นสีเขียว แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ข้ามแยก จนข้างหลังนั้นบีบแตรตะโกนว่า “เขียวแล้ว”
“อ้าว” ทั้งคู่ทักพร้อมกันแล้วก็ค่อยๆข้ามสี่แยกโดยเลี่ยงเลือและซากศพที่อยู่ข้างๆแต่รถคันอื่นกลับไม่สนใจซ้ำยังแล่นทับจนคิโนะอดสงสัยไม่ได้ ณ ตอนนั้นได้มีหญิงสาวอายุราว20คนนึงเข้ามาทักด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ นักเดินทางเหรอคะ เมืองของเรายินดีต้อนรับค่ะ” ซึ่งคิโนะก็ได้ทักทายกลับแล้วถามกลับทันควันต่อว่า
“เอ่อ แล้วศพนี้จะทำยังไงต่อเหรอคะ”
“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ น่าจะเป็นการฆ่าตัวตายไม่ผิดแน่ เดี๋ยวก็มีหน่วยพยาบาลประจำเมืองมาจัดการเก็บกวาดแล้วล่ะค่ะ ” หญิงสาวตอบอย่างเรียบง่าย
“นี่มัน” คิโนะพูดพึมพำ “เป็นอย่างที่ได้ยินมาเลย” ซึ่งเอลเมสเองก็พูดเหมือนกัน
หลังจากนั้นทั้งคิโนะและเอลเมสไปนั่งพักผ่อนกันที่สวนสาธารณะ เพื่อที่จะตรวจสอบดูว่าเมืองนี้มีประชากรประมาณเท่าไร ทันใดนั้นก็ถูกคนในเมืองจำนวนนึงล้อมรอบ ดังนั้นคิโนะจึงสอบถามข้อมูลทันที
“ระหว่างการเดินเที่ยวในเมืองนี้ชั้นเจอคนตายที่สี่แยก แต่เหมือนกับคนในเมืองนี้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติกันทุกคนเลยนะคะ”
คำตอบของพลเมืองนั้นง่ายดายราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นคำตอบที่เห็นได้ชัด “ใช่ครับ ที่เมืองนี้การตายไม่ใช่เรื่องทีแปลกประหลาด” เมื่อได้ยินคำตอบคิโนะก็ถามต่อ
“ที่การฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องแปลกมีส้วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่รึเปล่า”
“ข่าวลือเรื่องนั้นมันไม่เหมือนกันครับ พวกเราน่ะต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น แต่พูดไปก็คงยากที่จะเชื่อน่ะครับ”
“เอ๋ ยังไงเหรอ” คิโนะถามกลับ“พวกเราน่ะ ถือกำเนิดจากโลกอื่น” คิโนะถึงกับอึ้งเล็กน้อยส่วนเอลเมสถามกลับ
“ยังไงเหรอ”
“พวกเราน่ะ ต่อให้ตายที่โลกนี้ เราก็ยังสามรถเกิดใหม่ที่โลกอื่นได้ และไม่ใช่การเริ่มต้นจากสิ่งมีชีวิตอื่น เรายังเกิดใหม่เป็นตัวเรา แล้วก็ไม่ได้เริ่มจากทารกด้วย” คิโนะเมื่อได้ยินดังนี้ก็ถามต่อว่า
“แล้วเริ่มจากตรงไหนเหรอคะ”
“เริ่มจาก save point น่ะครับ” คิโนะทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย พลเมืองชายวัยสามสิบอธิบายต่อ
“คงต้องอธิบายตั้งแต่แรกเลยน่ะครับ สำหรับคนนอกคงจะอธิบายได้ยากเอาการ ในเมืองนี้ที่โรงพยาบาลจะมี save point อยู่ ถ้าหากไปที่นั่นล่ะก็ความทรงจำ ไม่สิประสบการณ์จะถูกบันทึกไว้ในกรณีที่เกิดารตายอันไม่คาดฝันขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้ย้อนเวลากลับไปเริ่ม ณ เวลานั้นหรอกนะครับ "
ตอนนี้ตัวเราโลกนี้กับตัวเราโลกอื่นกำลังเชื่อมต่อกันอยู่น่ะครับ เมื่อตัวเราโลกโน้นเชื่อมต่อมายังตัวเราโลกนี้เราจะเริ่มต้นตื่นขึ้นต่อจากที่เรา save ไว้ล่าสุดน่ะครับ ซึ่งการคืนชีพนี้จะ ไม่สามารถทำที่โลกอื่นได้น่ะครับ” คิโนะพยักหน้าตอบรับ เอลเมสถามกลับว่า
“ให้พิสูจน์คงไม่ได้ ถ้างั้นเรื่องระบบล่ะ ถ้าเราหาระบบโครงสร้างของการคืนชีพนี่ไม่พบ มันก็เหมือนเรื่องโกหกนั่นแหล่ะ”
“ใช่ครับ” ชายคนนั้นตอบอย่างเรียบง่าย
“แต่ตอนนี้ผมได้รู้อยู่อย่างนึง ชีวิตนั้นไม่ว่าจะผิดพลาดกี่ครั้งเราก็สามารถลุกขึ้นแก้ไขใหม่ได้” “มันช่างเป็นความหวังอันแรงกล้าที่ยอดเยี่ยมราวกับระบบนี้สร้างขึ้นเพื่อความคิดนี้”
“เอ๋” เอลเมสทักด้วยความสงสัย
“อย่างคนที่ฆ่าตัวตายวันนี้ ทางเราก็ไม่ทราบสาเหตุหรอกครับ แต่เค้าคงต้องการเริ่มต้นใหม่จากที่ตัวเอง save ไว้ครั้งล่าสุดเพื่อที่จะได้ไม่พบเรื่องผิดพลาด ส่วนตัวผมนั้น save ครั้งล่าสุดเมื่อ40วันก่อนแล้วก็ทำธุรกิจครั้งใหญ่จากการกู้ยืมเงินน่ะครับ”
“แต่คุณก็ไม่ได้ผิดพลาดใช่มั้ยล่ะ” เอลเมสถามกลับ
ชายคนนั้นพยักหน้าตอบรับ “การกู้ยืมเงินมาลงทุนประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ตอนนี้ชีวิตผมดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก”
“อย่างงี้นี่เอง” คิโนะตอบกลับแบบเฉยเมย พลเมืองจึงเล่าต่อ
“เพราะงั้นคนในเมืองนี้จึงมีความสุขกันทุกคน คนที่ผิดพลาดไม่มีความสุขก็จะตายกันแล้วก็ฟื้นคืนชีพน่ะครับ ที่นี่จึงวิเศษมาก นักเดินทางล่ะครับ ว่ายังไง”
“ว่ายังไงนี่หมายความว่ายังไงคะ”
“มาเป็นพลเมืองของเมืองนี้มั้ยครับ”
คิโนะปฎิเสธแล้วถามกลับว่า “ระบบนี้สร้างขึ้นเมื่อไร”
พลเมืองตอบกลับว่า “5ปีก่อนน่ะครับ มีนักประดิษฐ์อัจฉริยะคนนึงสร้างระบบนี้เนื่องจากถูกขับไล่จากประเทศตัวเอง”
“แล้ว5ปีก่อนเมืองนี้เป็นยังไงเหรอคะ”
“ตอนนี้มีประชากรมากกว่าเมื่อก่อนถึงสามเท่าแล้วน่ะครับ”
“’งั้นคำถามสุดท้าย เมืองนี้ของกินอะไรขึ้นชื่อคะ เมื่อทานเสร็จพวกเราจะออกเดินทางกันเลย”
เมื่อเดินทางกันต่อเอลเมสทักคิโนะว่า “ทำหน้าผิดหวังจังนะ คิโนะ”
“อย่างที่ว่าไว้เลย อาหารอร่อยดีแต่มีอย่างนึงที่ไม่พอใจคือเรื่องระบบนั่นแหละ”
“อ๋อ ที่ว่าตายแล้วฟื้นน่ะเหรอ ก็ดีแล้วนี่”
อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ ตอนนี้คิโนะคิดอยู่ว่าจะพูดหรือไม่พูดดีว่าเอลเมสตอนนี้เหมือนกับระบบตายแล้วฟื้นนั่นแหละ
แล้วคิโนะกับเอลเมสก็เดินทางกันต่อไปบนถนนทุ่งหญ้า
.............................................................
จบแล้ว ... ขอบคุณ Midori-tea ที่ช่วยแปลให้นะ
ส่วนชื่อเอลเมส เราไม่ได้เปลี่ยนเป็น เฮอร์เมสตาม Bliss นะ ไหนๆก็ชินทั้งสองชื่อแล้วเลยทิ้งไว้แบบนี้ และอีกอย่างเราขี้เกียจแก้ :P
ตอนนี้เริ่มทำงานแล้วเหนื่อยจัง ยังปรับตัวไม่ได้ ตอบคำถาม ท่าน Zieghart ก่อนว่า ที่พักพี่เน็ตก็ไม่มี คอมที่บ้านมีตัวเดียวจะให้เราขนไปเดี๋ยวคนอื่นไม่ได้ใช่พอดี ... แต่ตอนนี้มีทางแก้ โดยจะอุ้ม PS 2 ไปแทนละ ^ ^
บางที กว่าเราจะได้กลับมาอ่านคอมเม้นต์ของทุกคน คงอีกหลายวันเลยละ ไว้เจอกันใหม่นะ

